ข้อควรระวังในการติดตั้งสายไฟในห้องน้ำ

ข้อควรระวังในการติดตั้งสายไฟในห้องน้ำ

น้ำกับไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่ใกล้กันนะครับ เพราะไฟฟ้าจะสามารถอาศัยน้ำเป็นตัวกลางในการเคลื่อนที่และรั่วไหลไปตามจุดต่างๆ ที่น้ำได้สัมผัสและก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตของพวกเราได้เลยหล่ะครับ วันนี้เราจึงอยากจะมาเตือนท่านผู้อ่านเกี่ยวกับ “ช้อควรระวังในการติดตั้งสายไฟในห้องน้ำ” ที่เราเชื่อกันว่าในหลายๆ บ้านจะต้องมีปลั๊กไฟและสายไฟฟ้าเหล่านี้อยู่ในห้องน้ำกันเป็นแน่ จะมีเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันดีกว่าครับ

ว่ากันด้วยเรื่องของไฟฟ้าและการนำไฟฟ้า

ไฟฟ้า คือ เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล เป็นต้น

การนำไฟฟ้าคือ เป็นวิธีวัดความสามารถของการนำกระแสไฟฟ้าส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งน้ำก็สามารถนำไฟฟ้าได้เช่นกัน เพราะเนื่อวจากน้ำสารประกอบอนินทรีย์ที่ละลายอยู่ในน้ำ เช่น แอนไอออนของคลอไรด์ไนเตรต ซัลเฟต และฟอสเฟต (แอนไอออนคือไอออนที่มีประจุลบ) หรือ แคทไอออนของโซเดียมแมกนีเซียม เหล็ก และอะลูมิเนียม (แคทไอออนคือไอออนที่มีประจุบวก) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าครับ

ข้อควรระวังในการติดตั้งสายไฟในห้องน้ำ

●เช็คไฟฟ้าก่อนเริ่มงาน

ก่อนที่ช่างไฟทุกคนจะเริ่มปฏิบัติงานต้องมีการเตรียมตัวในด้านร่างกาย และอุปกรณ์มาเป็นอย่างดี เครื่องมือต้องพร้อม และอุปกรณ์ต้องครบ เช็คก่อนว่าไฟฟ้ามีการชำรุด แตกหัก ซึ่งก่อนที่จะปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นต่อสายไฟ เดินสายไฟ หรือซ่อมแซม ควรยก Cut Out ออกก่อน ที่สำคัญคือควรประเมินหน้างานว่าเป็นอย่างไรไม่ควรเสี่ยงอันตรายหากยังไม่แน่ใจและสิ่งที่อยากแนะนำก็คือ ในขณะปฏิบัติงาน มือ เท้า ต้องแห้ง หรือสวมรองเท้าสำหรับทำงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ

●การใช้ฉนวนป้องกันไฟฟ้าขณะทำการเดินสายไฟ

ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้าจะมีลักษณะเปราะบางที่จะค่อนข้างชำรุดฉีกขาดได้ง่าย ในการเดินสายไฟที่ไม่เรียบร้อย หรือมักง่ายก็อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้สายไฟชำรุดเสียหาย อาจทำให้เกิดอันตรายได้ในอนาคตหากช่างไฟต้องเข้าไปบำรุง หรือซ่อมแซม  บางครั้งช่างไฟอาจจะไปพบเห็นว่าการต่อสายไฟฟ้าสำหรับใช้งานชั่วคราวมักจะใช้ตะปูตอกเพื่อกดทับไว้นั่นเป็นสาเหตุหลัก ๆ ในการชำรุดของสายไฟฟ้ากลายเป็นสายเปลือยไปจุดต่อต่างๆ ที่ต่อไว้โดยพันฉนวนป้องกัน ซึ่งวิธีที่ป้องกันที่ดีคือการใช้รางไฟเพื่อปกป้องสายไฟจากการชำรุดเสียหาย และให้ง่ายต่อการทำงานของช่างไฟด้วย ช่างไฟควรหมั่นตรวจสภาพฉนวนของสายไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะตรงขั้วต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างขั้วหลอด ปลั๊ก ถ้าพบว่าชำรุดให้รีบซ่อมแซม หรือเปลี่ยนทันที

●เช็ค Breaker ก่อนเริ่มงานเดินสายไฟ

หากพื้นที่ไหนไม่มีตัวตัดวงจรไฟฟ้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษอย่างมาก จะทำให้ช่างไฟเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถตัดวงจรไฟฟ้าได้ทันที หากพบว่ามีสิ่งผิดปกติสำหรับงานไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้ารั่วไหลออกมา ซึ่งปกติวงจรไฟฟ้าจะต้องมีกระแสไฟฟ้าไหลในสายไฟทั้ง 2 สายเท่ากัน แต่ถ้าเกิดมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงดินผ่านตัวนำต่าง ๆ อุปกรณ์ตรวจสอบการรั่วของกระแสไฟฟ้าจะส่งสัญญาณไปยัง Breaker และตัดวงจรทันที ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรหรือป้องกันควาเสียหายทางไฟฟ้า

●เมนสวิตช์ (Main Switch) หรือสวิตช์ประธาน อุปกรณ์ตัวหลักที่ใช้ตัดต่อวงจรไฟฟ้าของสายเมนเข้าอาคารกับสายภายในทั้งหมด จึงเป็นอุปกรณ์สับ-ปลดวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าเข้ามาในบ้าน

●เบรกเกอร์ หรือ สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ อุปกรณ์ที่สามารถใช้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าได้ในขณะใช้งานปกติ และยังสามารถตัดกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอัตโนมัติได้ด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้เบรกเกอร์จะต้องเลือกขนาดพิกัดในการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของเบรกเกอร์ให้สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในวงจรนั้นๆ

●ฟิวส์ (Fuse) หมายถึง อุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด ซึ่งเมื่อฟิวส์ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ฟิวส์ที่ใช้เปลี่ยนต้องมีขนาดกระแสไม่เกินขนาดฟิวส์เดิม และต้องมีขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์ตัวอย่างของฟิวส์ตามรูปเป็น ฟิวส์กระปุก หรือ คาร์ทริดจ์ฟิวส์ชนิด D ที่มีค่า IC สูงมาก (75 ถึง 100 kA) และมีราคาถูก

และนี้คือ “ข้อควรระวังในการติดตั้งสายไฟในห้องน้ำ” ที่เราได้นำมาฝากท่านผู้อ่านกันนะครับ เรื่องไฟฟ้านี้ต้องจริงจังและไม่ควรมองเป็นเรื่องเล่นๆ เพราะสามารถเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลยหล่ะครับ